บทที่ 5 นางแบบตัวน้อย (จบตอน)

“จริงๆ ตอนแรกหมดงานแล้ว... แต่เพิ่งมีนิตยสารเกี่ยวกับเด็กมาติดต่อให้ยายสองแสบไปถ่ายแบบชุดให้หน่อย เราเห็นว่างานนี้ถ่ายแค่แป๊บเดียว และอีกอย่างถ่ายที่สตูด้วย ก็เลยรับงานไว้โดยไม่บอกก่อน คงไม่ว่ากันนะปลาย”

“จะว่าทำไมกัน เรายกหน้าที่นี้ให้ป่านดูแล ก็ดูไปตามความเหมาะสมนั่นแหละ เราถามดู เพราะตั้งใจว่าถ้างานหมดแล้วว่าจะพายายสองแสบไปเที่ยวตามประสาเด็กเหมือนคนอื่นบ้าง... บอกตรงๆ นะ เราสงสารลูกจริงๆ แล้วก็เริ่มไม่อยากให้ลูกรับงานแล้วด้วยซ้ำไป”

หญิงสาวนึกสงสารลูกสาวทั้งสองคนจริงๆ ที่ต้องทำงานตั้งแต่เด็กเช่นนี้

“คิดมากน่าปลาย เงินทุกบาทที่สองคนได้มาเธอก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาเขา และอีกอย่างยายสองแสบก็ดูจะชอบงานนี้ซะด้วย เราว่าปล่อยให้ทำต่อไปเถอะ เราก็ช่วยๆ กันดูงานที่มันไม่หนักมากให้”

“เฮ้อ... อย่างว่าแหละนะ ถ้าเราไม่ได้ลูกก็คงลำบากเหมือนกัน”

ณรันดาถอนหายใจน้อยๆ ก่อนเอื้อมไปลูบศีรษะลูกสาวทั้งสองคน พร้อมส่งยิ้มให้เมื่อสองสาวตัวแสบเงยหน้าขึ้นมองเธอ

ณรันดายังจำได้ว่าตลอดช่วงเวลาที่เธอหนีผู้ชายที่ไร้หัวใจมา และมารู้ที่หลังว่ามีหัวใจดวงน้อยติดมาด้วยนั้น เธอรู้สึกดีใจมาก และยิ่งรู้ว่ามีหัวใจดวงน้อยอยู่ถึงสองดวง เธอยิ่งดีใจเป็นที่สุด

ในความโชคร้ายของเธอนับว่ายังมีสิ่งที่สวยงามรออยู่ข้างหน้า เธอเฝ้าทะนุถนอมลูกในท้องจนกระทั่งคลอดออกมา

ดีที่ว่าตลอดเวลาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังนั้นเธอยังมีปานชนกคอยดูแล ให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจอยู่ตลอด และก็ปานชนกอีกนั่นแหละที่เป็นคนชักนำให้เธอนำเด็กทั้งคู่เข้าสู่วงการนี้ เพราะคิดว่ามันเป็นทางเดียวที่จะสามารถหาเงินให้แก่เธอและลูกๆ ได้เป็นอย่างดี

ปานชนกเป็นคนจัดการทุกอย่างเองทั้งหมด ฉะนั้นตลอดระยะเวลาที่เด็กๆ อยู่ในวงการจึงแทบจะไม่มีใครเคยเห็นหน้ามารดาของเด็กฝาแฝดคู่นี้ และด้วยความน่ารักไร้เดียงสาของน้องทอฝันกับน้องพาฝัน เด็กทั้งคู่จึงได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงมาจนถึงปัจจุบันนี้

ซึ่งทำให้หญิงสาวก็เริ่มมีโอกาสได้ออกมาทำงานนอกบ้าน หลังจากที่เธอได้รู้จักกับมาร์ค เจ้าของโรงเรียนอนุบาล เมื่อครั้งที่เขาเป็นคนติดต่อให้ลูกสาวของเธอมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แก่ทางโรงเรียนในครั้งนั้น มาร์คเกิดมีความรู้สึกดีๆ ให้เธอ ประจวบกับเห็นความสามารถของเธอ เขาเลยถือโอกาสชวนเธอเข้ามาทำงานด้วย

ณ ตอนนั้นเธอเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะมีรายได้ เพราะทั้งเงินเดือนและตำแหน่งที่มาร์คเสนอให้นั้นไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญการที่จู่ๆ จะได้ทำงานในตำแหน่งงานที่ดีเช่นนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และก็คิดว่าเพื่อลูกจะได้ไม่ต้องทำงานต่ออีก จึงตัดสินใจรับงานที่เขาเสนอให้

แต่แล้วเธอก็ไม่อาจที่จะหยุดหรือห้ามโชคชะตาของเด็กทั้งคู่ได้ เพราะจากผลงานที่ผ่านมาของเด็กๆ ยิ่งทำให้มีคนติดต่อเข้ามามากมายจนไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เธอจำต้องยอมให้ทั้งสองคนอยู่ในวงการนี้ต่อไป

“ขอบใจมากเลยนะป่าน... ถ้าเราไม่ได้ป่านคงแย่”

หญิงสาวเอ่ยขอบคุณเพื่อนรักจากใจจริง

“เราเพื่อนกันก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว... เออ ว่าแต่คุณรวิชญ์เขาไม่เคยติดต่อเธอเลยหรือ”

ปานชนกมองหน้าเพื่อนรักสีหน้าเจื่อนๆ เล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าเป็นคำถามที่ไม่สมควรถาม

จะว่าไปแล้วนับจากณรันดาหนีจากเขามานั้น เธอก็เก็บตัวไม่ค่อยออกไปไหนมาไหน อยู่แต่บ้านรับแปลหนังสือ และเขียนบทความอยู่กับบ้าน ไม่ติดต่อกับใคร ยกเว้นปานชนกเพียงคนเดียวเท่านั้น

“เขาจะติดต่อมาทำไมกันล่ะ... เราไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเขาสักหน่อย”

น้ำเสียงที่ดังเล็ดรอดออกมานั้นแสดงชัดเจนว่าเธอยังคงน้อยใจเขาคนนั้นอยู่

“แต่อย่างน้อยเขาก็เป็น...”

“ป่านสัญญากับเราแล้วนะว่าจะไม่ให้ใครรู้ว่าพ่อยายสองคนนี้เป็นใคร”

ณรันดารีบพูดดักขึ้นโดยไม่รอให้เพื่อนรักพูดจนจบประโยค

ขณะกำลังพูดคุยเด็กในร้านก็เอาไอศกรีมมาเสิร์ฟให้พอดี ณรันดาจึงเลื่อนถ้วยไอศกรีมที่พนักงานสาวเพิ่งเอามาเสิร์ฟให้ไปวางตรงหน้าลูกสาว

“แต่ป่านว่านะ อีกหน่อยเขาต้องรู้แน่... เพราะนับวันยายแสบนี่งานจะยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่รู้จักของหลายคนมากขึ้น”

“นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เราอยากให้ลูกเลิกทำงานนี้”

ณรันดาพูด ตามความรู้สึกจากใจจริง เพราะส่วนลึกๆ เธอกลัวว่าวันหนึ่งผู้ชายคนนั้นจะรู้ และจะมาพรากเอาแก้วตาดวงใจไปจากเธอ

“ยังไงเขาก็พ่อลูกกันนะปลาย”

ป่านชนกพูดพลางปรายตามองหน้าเด็กน้อยสองคนที่กำลังให้ความสนใจกับการกินไอศกรีมอยู่อย่างไม่สนใจว่าผู้ใหญ่สองคนที่นั่งด้วยนั้นคุยอะไรกัน

“เลิกพูดถึงมันเถอะ... เพราะเขาคงไม่สนใจอะไรเราหรอก”

ว่าแล้วณรันดาก็เปลี่ยนเรื่องสนทนาและหันไปให้ความสนใจกับเด็กน้อยสองคนแทน ปานชนกได้แต่ส่ายน้อยๆ อย่างอ่อนใจกับท่าทีไม่สนใจของเพื่อนรัก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป